เวลาที่เหลือ

ช่วงเวลานี้ในเมืองไทย ถ้าไม่คุยกันเรื่องของการปฎิวัติทางการเมือง
ก็ต้องพูดกันถึงเรื่องของ อุทกภัย ภัยธรรมชาติที่นานครั้งจะมีให้เห็น

เราพึ่งจะตกตะลึงไปกับเหตุการณ์ สินามิ ไม่นานมานี้
แต่วันนี้ เรากำลังเผชิญกับ น้ำที่ท่วมเน่าไปทั่วทุกภาค และสร้างปัญหามากมายที่ตามมา

'เรา' อาจจะรู้สึกหดหู่และเห็นใจกับครอบครัวที่ถูกอุทกภัย แต่ความหดหู่นี้อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อชีวิตของเราจนทำให้เราเครียด นั่นอาจเป็นเพราะความห่างไกลจากตัวของเรา
หรือพูดอีกทางหนึ่งได้ว่า
เพราะ 'เรา' ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ...

ผมเข้าๆ ออกๆ และใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลมากว่า 3 เดือนแล้ว
พบเห็นโลกอีกด้านหนึ่งที่ผมไม่เคยคิด ไม่เคยเห็น
ผมเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคน ทั้งค่อยๆหลับไป ทั้งทุรนทุราย และทั้งที่ดูเหมือนตายทั้งเป็นจนสิ้นลมหายใจไปอย่างทุกข์ทรมาน

สะเทือนใจครับ แต่เห็นมากเข้าก็เริ่มชาชิน
ใช่ ! ผมอาจจะไม่รู้สึกโศกเศร้าเท่ากับญาติของผมตายไปคนนึง
หรือผมอาจรู้สึกว่าผู้ที่หลับแล้วเสียชีวิตไป ไม่น่าจะทรมาณเท่ากับผู้ที่ดิ้นทุรนทุราย ตาเหลือก ลิ้นปลิ้นออกจากปากก่อนเสียชีวิต นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามองว่ามันเป็นการจากไปแบบไม่ปกต

สามสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนสถาปัตย์ของผมคนหนึ่งได้เสียแม่ของเขาไปอย่างน่าตกใจ
เขาพึ่งเขียนข้อความลงใน webboard ของรุ่นว่า เขาอยากให้แม่กลับบ้านเสียทีเพราะเห็นแม่บ่นว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากนอนที่โรงพยาบาลแล้ว หลังจากผมอ่านข้อความนั้นได้ 2 วัน แม่เขาก็จากไป
ผมจำได้ดีว่าเพื่อนคนเดียวกันนี้ สูญเสียพ่อของเขาไปแบบกระทันหันในขณะที่เขาเรียนอยู่ที่ France 2 ปีก่อน

เพื่อนๆต่างรู้สึกเสียใจ หดหู่กับความสูญเสียอีกครั้งของเขา ผมรู้สึกสะเทือนใจมากกว่าการเห็นคนไข้ในโรงพยาบาลจากไปต่อหน้าต่อตา นั่นอาจเป็นเพราะเขาเป็นเพื่อนของผม คนรุ่นเดียวกับผม เรียนมาด้วยกัน ใช้ชีวิตมาในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อเขาสูญเสียพ่อและแม่ไป ผมก็อดที่จะคิดถึงป๊ากับม้าของผมบ้างไม่ได้
ยิ่งผมรู้ข่าวของเขาในช่วงเวลาที่ป๊ายังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยแล้วยิ่งสะเทือนใจ

ผมพบว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เปราะบาง
สามเดือนกับชีวิตในโรงพบาบาล ผมสัมผัสกับความตายในระยะประชิด บ่อยจนบางครั้งผมรู้สึกชินชาตายด้านและปลง
บางครั้งผมรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ยังอนุญาติให้ผมยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้
ความจริงเราทุกคนก็เดินเข้าหาความตายทุกวัน ใกล้ขึ้น ประชิดขึ้น โดยไม่มีวันที่เราจะรู้ได้ว่า เรามีเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกกี่วัน

ผมเห็นคุณค่าของลมหายใจ และรู้สึกดีที่มันยังเดินทางเข้าและออก
เห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นลูกของป๊าและม้า
บางทีเราอาจจะไม่มีวันเข้าใจมันได้จนกว่าเราจะเข้าใกล้มันจริงๆ
เราอาจจะไม่รู้คุณค่าของการมีชีวิต หากเราไม่รู้จักความตายให้ดีก่อน

การใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หลายคนให้เหตุผลว่ามันเป็นกลไกของสังคม เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
เป็นธรรมชาติของชีวิตเมือง หลายคนฝืนทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ชอบหรือรักที่จะทำ แต่ก็ไม่กล้าที่ลุกขึ้นทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำ หลายคนบ่นว่าโลกใบนี้น่าเบื่อ
ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมองข้าม หรือมองไม่เห็นคุณค่าของการมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้
คุณค่าของการมีชีวิตบนโลกใบนี้

หากเรามองเห็นความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย เราอาจจะเห็นคุณค่าของการมีชึวิตมากขึ้น
และใช้เวลาชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่ากว่าที่เคย . . .

3 Response to "เวลาที่เหลือ"

gravatar
joobjoob Says:

เคยมีประสบการณ์คล้ายๆกัน ระยะเวลาแค่ 1 เดือน (แต่เหมือนนานมากสำหรับครอบครัวเรา)...



เห็นด้วยกับบทความค่ะ =)

gravatar
ShiNy JuNe Says:

หลายคนฝืนทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ชอบหรือรักที่จะทำ แต่ก็ไม่กล้าที่ลุกขึ้นทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำ...

ชอบประโยคข้างบนนี้จัง เอ๊ะๆดูเหมือนเรายังไงพิกล

และด้วยเหตุผลคล้ายๆที่พี่วุดเขียนในบล็อกนี้ จึงเป็นเหตุผลที่จูนรู้สึกว่า การประสบความสำเร็จหรือคุณค่าสูงสุดของชีวิต (สำหรับจูนเองแล้วกัน) คือความสงบสุขและความสุขใจที่แท้จริง.. แต่คำว่า ความสุข ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน นิยามคำว่าประสบความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนก็เลยต่างกัน วิธ๊การวิ่งไขว่คว้าหาสิ่งเหล่านั้นก็เลยต่างไป..

gravatar
i n i n g z Says:

ทำสิ่งที่อยากจะทำในทุก ๆ วัน
และพึงระลึกเสมอว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของวันที่เหลืออยู่ :)